กลุ่มที่ 4 แนวคิด ทฤษฎีทางการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
แนวคิด ทฤษฎีทางการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
1. ทฤษฎีทางการศึกษา เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการเรียนรู้หรือการเอื้อให้เกิดการเรียนรู้
2. ทฤษฎีการเรียนรู้ (THEORIES OF LEARNING) การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร เป็นผลมาจากประสบการณ์ต่าง ๆ ทฤษฎีการเรียนรู้เป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเทคนิคต่าง ๆ ที่เกิดจากการเรียนรู้
2.1) ทฤษฎีการเรียนรู้แนวคิดพฤติกรรมนิยม
มีแนวคิดความเชื่อว่าสิ่งเร้า (Stimula) ทำให้เกิดการเรียนรู้ และเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง(Response) เรียกว่าเกิดพฤติกรรม(Behavior) โดยทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มพฤติกรรมนิยม แบ่งได้ดังนี้
2.1.1) ทฤษฎีการเรียนรู้ของพาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov) เป็นทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค ซึ่งเชื่อว่าการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากเกิดจากการวางเงื่อนไข โดยการตอบสนองหรือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้าหนึ่งมักมีเงื่อนไขหรือสถานการณ์เกิดขึ้น
2.1.2) การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงของธอร์นไดค์(Thorndike) การเรียนรู้ คือ การที่ผู้เรียนสามารถสร้างความสัมพันธ์ เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า และตอบสนองและได้รับความพึงพอใจจะทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น
2.1.3) ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ(operant Conditioning Thepry) สกินเนอร์ ได้อธิบายคำว่า “พฤติกรรม” ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ตัว – สิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อน (Antecedent) – พฤติกรรม (Behavior) – ผลที่ได้รับ (Consequence)
2.2) ทฤษฎีความรู้ความเข้าใจหรือทฤษฎีปรัชญาปัญญานิยม
จากหลักการ Field theory ซึ่งเลวิน (lewin) เป็นผู้เสนอไว้ แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดการศึกษาพฤติกรรมควรเน้นความสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการคิดและการรับรู้ของตน
2.3)ทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มแนวคิดมนุษย์นิยม
ผู้นำแนวคิดมนุษยนิยม คือ มาสโลว์ ซึ่งมีความเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดีติดตัวมาแต่เกิด มนุษย์เป็นผู้ที่มีอิสระสามารถที่จะพึ่งตนเองได้
2.4) ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Broom)
แบ่งจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้เป็น3ด้าน
พุทธพิสัย
ความรู้ความจำ
ความเข้าใจเป็นความสามารถ
ในการจับใจความสำคัญของสื่อ
การนำความรู้ไปใช้
การวิเคราะห์
การสังเคราะห์
การประเมินค่า
จิตพิสัย
การรับรู้
การตอบสนอง
การให้ค่านิยม
การจัดรวบรวม
การพัฒนาลักษณะนิสัยจากค่านิยม
ทักษะพิสัย
ขั้นการรับรู้
ขั้นตระเตรียม
ขั้นฝึกหัดขั้นทำได้
ขั้นชำนาญ
2.5 ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple intelligence) ของการ์ดเนอร์(Gardner)
ได้เสนอแนวคิดว่าสติปัญญาของมนุษย์ไม่ได้มีเฉพาะเหตุผลเชิงตระกะและความสามารถทางภาษาแต่ยังมีสติปัญญาอีกหลายๆด้าน ได้แก่
สติปัญญาด้านดนตรี
สติปัญญาการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ
สติปัญญาด้านการใช้เหตุผลเชิงตระกะและคณิตศาสตร์
สติปัญญาด้านภาษา
สติปัญญาด้านเนื้อหามิติสัมพันธ์
สติปัญญาด้านการเข้ากับผู้อื่น
สติปัญญาด้านการเข้าใจผู้อื่น
สติปัญญาด้านเข้าใจในธรรมชาติ
2.6 ทฤษฎีการเรียนรู้ของโรเบิร์ต กาเย่ (Robert Gange)
เน้นเร่งเร้า กระตุ้น ดึงดูดความน่าสนใจ, บอกวัตถุประสงค์, ทบทวนความรู้เดิม, นำเสนอเนื้อหาใหม่, ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้, กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน, ให้ข้อมูลย้อนกลับ, การประเมินผลการแสดงออกและสรุปและนำไปใช้
ความหมายแนวคิดของการศึกษา
ความหมายของการศึกษาตามหลักนิรุกติศาสตร์ตามหลักนิรุกติศาสตร์หรือวิชาที่เกี่ยวข้องกับคำและความหมายของคำนั้น คำว่า “การศึกษา” ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษว่า “education” หากพิจารณาจากรากศัพท์เดิมซึ่งเป็นภาษา ละติน จะได้แนวทางเพื่อการพิจารณาเป็น 3 ประเด็นด้วยกัน คือ
1. การศึกษา จึงหมายถึงการเลี้ยงดู ที่เด็ก ๆ เมื่อเกิดมาต้องได้ครบ การเลี้ยงดูให้เจริญเติบโตตามจุดประสงค์ของผู้เลี้ยงดู ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางดีหรือร้ายก็ได้
2. ความหมายใน ประเด็นที่สองนี้ คือ เป็นการดึงหรือนำ สิ่งที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนออกมาให้ปรากฏ ซึ่งหมายถึงศักยภาพหรือ ความสามารถความถนัดบางสิ่งบางอย่างในตัวผู้เรียนนั่นเอง
3. รากศัพท์เดิมว่า “educatum” ซึ่งมีความหมายว่า “teaching” หรือ “training” หมายถึง การสอนหรือการฝึกอบรม ความหมายของรูปคำในประเด็นนี้ตรงกับสิ่งที่ ครูผู้สอนส่วนใหญ่ใช้กันในปัจจุบันมากที่สุด
ความหมายของการศึกษาตามทัศนะของนักปรัชญาและนักการศึกษาตะวันตกนักปรัชญาและนักการศึกษาชาวตะวันตก
โดยที่มีชื่อเสียงโด่งดังของโลกได้ให้ ความหมายของการศึกษาไว้ในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังเช่น
พลาโต เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีก เกิดที่เมืองเอเธนส์ เป็นศิษย์ คนสำคัญของโสคราติส ตามแนวความคิดของพลาโตนั้น กล่าวว่า “การศึกษา คือ ความสามารถที่จำให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นสุขและเป็นทุกข์ได้ในโอกาสที่เหมาะสม และพัฒนาสิ่งที่เป็นความงามและ สิ่งที่สมบูรณ์ทุกอย่าง ซึ่งผู้เรียนอาจทำให้เกิดขึ้นได้”
อริสโตเติล เป็นนักปราชญ์ชาวกรีก ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับพลาโตเกิดที่เมืองสตากีรา แคว้นมาซิโดเนีย การศึกษาตามแนวความคิดของอริสโตเติลคือ “การศึกษา คือ การสร้างสรรค์ให้ผู้เรียนมีจิตใจสมบูรณ์ และมีร่างกายที่แข็งแรง มีพลานามัย การศึกษาจะช่วยทำให้ความสามารถทางจิตใจของมนุษย์พัฒนาสูงขึ้น จนสามารถบรรลุถึงความจริง ความดีและความงามอย่างสูงสุด ซึ่งจะเป็นผลส่งให้บรรลุถึงความสุขสมบูรณ์ในที่สุด”
โคมินิอุส เป็นนักการศึกษาชาวเชโกสโลวะเกีย ซึ่งให้การยอมรับกันว่า เป็นนักปรัชญากาศึกษาคนแรกของการศึกษายุคใหม่ เป็นเจ้าของความคิดเรื่อง “Pansophia” หรือ “การให้ความรู้ทุกอย่างแก่คนทุกคน” ตามแนวความคิด ของโคมินิอุสนั้น เน้นความสัมพันธ์ของวิทยาการสาขาต่าง ๆ ดังนั้นในการสอนนักเรียนนั้น จะต้อง นำวิชาการต่าง ๆ มาประสาสัมพันธ์กัน นอกจากนี้ ยังให้ความคิดไว้ว่า การศึกษาควรจัดเป็นแบบ สากล ไม่ควรเน้นเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือเพศใดเพศหนึ่ง รุสโซ เป็นนักการศึกษาและนักปรัชญาธรรมชาตินิยมชาวฝรั่งเศส ผลงาน ที่มีชื่อเสียงชื่อ เอมิล (Emile) ให้ความคิดทางการศึกษาไว้ว่า การศึกษาย่อมเกิดจากแหล่งสำคัญ 3 แหล่งคือ จากธรรมชาติ จากคน และจากสิ่งของ ซึ่งตามแนวความคิดของ รุสโส เชื่อว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมดีอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่เมื่อมาอยู่ในมือมนุษย์มันจึงกลายเป็นสิ่ง ไม่ดี ไม่บริสุทธิ์ ” การศึกษาเป็นการปรับปรุงคนให้ เหมาะสมกับโอกาสและสิ่งแวดล้อมที่. เปลี่ยนไปซึ่งเป็นการนำความสามารถใน ตัวมนุษย์มาใช้ให้ เกิดประโยชน์ เปสตาลอซซี แนวความคิดของเปสตาลอซซี เชื่อว่า “การศึกษา คือการพัฒนาพลังภายในของมนุษย์ โดยให้พัฒนาไปตามธรรมชาติ และให้ พัฒนาก้าวหน้าพร้อมกันไปอย่างได้สัดส่วน” เปสตาลอซซี เชื่อว่า ในการจัดการศึกษานั้น ควรจัด ให้เหมาะสมกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้ได้สัดส่วนกันทุกส่วน ในร่างกายและจิตใจ
เฟรอเบล นักการศึกษาชาวเยอรมัน ได้พัฒนาทฤษฎีการศึกษาของเปสตาลอซซีมาเป็นทฤษฎีพัฒนาการของเด็กระดับอนุบาล แนวความคิดที่สำคัญของเฟรอเบล คือ มีความเชื่อว่าเด็กทุกคนมีพลังสร้างสรรค์อยู่ในตัวเอง
จอห์น ดิวอี้ เป็นทั้งนักปรัชญา นักจิตวิทยา และนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงโด่งดังและยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในวงการศึกษาของอเมริกาและของโลก ดิวอี้เป็นนักปรัชญากลุ่มปฏิบัตินิยม (Progressivism) คือ กลุ่มที่ยึดหลักการว่า “สิ่งใดจะดีต้องมีประโยชน์ และสิ่งที่จะมีประโยชน์จะต้องดีด้วย สิ่งที่เป็นสัจจะจะต้องใช้งานได้ สนองวัตถุประสงค์ของเราได้ และบำบัดความต้องการของเราได้”
แนวคิดและทฤษฎีทางศาสนา
ศาสนามีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของบุคคล สังคมต่างๆ มักจะมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อให้สมาชิกในสังคมปฏิบัติตนในทางที่ดี ศาสนาทุกศาสนาย่อมมีจุดหมายเดียวกัน คือ มุ่งให้บุคคลกระทำความดีละเว้นความชั่ว ศาสนาที่เกิดขึ้นในโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน ล้วนเกิดมาจากสาเหตุที่คล้ายคลึงหรือแตกต่างกัน แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเป็นศาสนา สรุปได้ดังนี้ 1. ความไม่รู้และความกลัว 2. ความจงรักภักดี 3. ปัญญาหรือความรู้
แนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐกิจ
เศรษฐศาสตร์การศึกษา หมายถึงการประยุกต์วิชาเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์การจัดการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบและการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย
เศรษฐศาสตร์การศึกษา หมายถึง การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างระบบเศรษฐกิจกับระบบการศึกษา โดยที่คนและสังคมส่วนในการตัดสินใจใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด คุ้มค่าต่อการลงทุนทางการศึกษา
พื้นฐานแนวคิดและทฤษฎีที่สำคัญของเศรษฐกิจกับการศึกษา
ประกอบด้วย 3 แนวคิดทฤษฎี ดังนี้ 1) แนวคิดการศึกษาเป็นอุตสาหกรรม การศึกษาเป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่มีขนาดใหญ่ มีผู้ให้บริการจำนวนมากใช้หลักการและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาบริหารจัดการเพื่อให้การจัดใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างประหยัดคุ้มค่าแลเกิดประโยชน์สูงสุด 2) แนวคิดการศึกษาเป็นการลงทุน การใช้จ่ายทางการศึกษาส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายที่คาดหวังผลตอบแทนในอนาคต จึงเป็นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน การพิจารณาความคุ้มครองและความมีประสิทธิภาพของการลงทุน
3) ทฤษฎีทุนมนุษย์ เศรษฐศาสตร์การศึกษามีพื้นฐานมาจากทฤษฎีมนุษย์ ซึ่งพัฒนามาจากแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนในมนุษย์นับเป็นอีกสำนักความคิดหนึ่งที่ขยายความรู้เกี่ยวกับการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
แนวทางการจัดการศึกษาตามแผนแม่บทการศึกษา
มาตรา 4 โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม
1. กระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม
2. การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ
3. การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้
4. ปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
มาตรา 8
1. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3. การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
มาตรา 15
การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ
1. การศึกษาในระบบ
2. การศึกษานอกระบบ
3. การศึกษาตามอัธยาศัย
มาตรา 22
การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด โดยกระบวนจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา 23
การศึกษาทั้ง 3 รูปแบบ เน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา
แนวคิดการจัดการศึกษาของนักการศึกษา(ตะวันออก)
พระธรรมโกศาจารย์ พุทธธาสภิกขุ
การศึกษาที่เปรียบด้วยสุนัขหางด้วนของทั้งโลก นั่นคือ ให้เรียนกันแต่วิชาหนังสือกับวิชาชีพ ไม่เรียนธรรมมะหรือศาสนาที่สอนให้เป็นมนุษย์ เด็กทั้งหลายคือผู้สร้างโลกในอนาคต จงพากันสร้างโลกโดยผ่านทางเด็กอย่างถูกต้อง อย่าปล่อยเด็กให้เป็นไปตามบุญตามกรรม จึงจะเป็นการกระทำที่มีความรับผิดชอบอย่างสูงสุด
พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัศน์
เพราะวิชาชีพประกอบด้วยศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ คือ เนื้อหา สาระ หลักการ ทฤษฎี ศิลป์ คือ การประยุกต์เนื้อหาสาระ หลักการ ทฤษฎี ถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติ จึงถือเป็นวิชาชีพชั้นสูง
ดร.รุ่ง แก้วแดง (แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิวัติมุมมองต่อผู้เรียน)
1. ผู้เรียน คือ ผู้ที่มีสมอง, มีสติปัญญา, เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐและมีศักดิ์ศรี, มีความคิดและมีความอยากรู้อยากเรียน
2. ผู้ที่เป็นที่รักของเรา เป็นลูก หลาน หรือศิษย์รัก เป็นอนาคตของชาติ ความสามารถในการแข่งขันกับสังคมโลกของประเทศไทยขึ้นอยู่กับผู้เรียนในวันนี้ เป็นตัวของเราเองและทุกคนในสังคม ทุกวัย ทุกกลุ่มเป้าหมายตามแนวความคิดเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต เป็นลูกค้าของครูและสถานศึกษา ผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นที่พึงพอใจ สอดคล้อกับความต้องการและความถนัดของเขา
ดร.รุ่ง แก้วแดง (แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอน)
1) ครูควรมีการเน้นกระบวนการสอนให้ผู้เรียนมีบทบาทในกิจกรรมการเรียนรู้
2) ครูควรเปลี่ยนบทบาทของตนจากการถ่ายทอดความรู้ มาเป็นการสนับสนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และสร้างความรู้ด้วยตัวเอง
3) การจัดหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนควรมีลักษณะที่บูรณาการมากขึ้น เปลี่ยนจากรายวิชาเป็นการเรียนแบบองค์รวม
4) ครูควรจัดกระบวนการเรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียน
5) ครูควรฝึกฝนให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
6) การเรียนรู้ที่แท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนเสมอไป
ดร.รุ่ง แก้วแดง (แนวคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปบทบาทหน้าที่ครู)
กระบวนการเรียนการสอน 10 ขั้นตอน
1. การศึกษาเรียนรู้ข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคล
2. การวิเคราะห์เพื่อหาศักยภาพของผู้เรียน
3. การร่วมกับผู้เรียนในการสร้างวิสัยทัศน์
4. การร่วมกันวางแผนการเรียน
5. การแนะนำช่วยเหลือเรื่องการเรียน
6. การสรรหาสื่อและอุปกรณ์
7. การให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตัวเอง
8. การเสริมพลังและการสร้างกำลังใจ
9. การร่วมกันประเมินผล
10. การเก็บรวบรวมข้อมูล
แนวคิดทฤษฎีทางสังคมและวัฒนธรรมกับการศึกษา
การศึกษาว่ามีบทบาทสำคัญที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะมีอิทธิพลต่อการกำหนดรูปแบบ หรือระบบการศึกษาในสังคม
สังคมวัฒนธรรมมีการปรับตัว (adaptation)ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาอาจส่งผลให้ส่วนอื่นๆของระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงปรับตัวตามไปไม่ทันสังคมและวัฒนธรรมไปด้วย
สังคมและวัฒนธรรมมีความสำคัญกับการจัดการศึกษาและการพัฒนาจัดการเรียนรู้ สองประการคือประการแรกการศึกษาทำหน้าที่อนุรักษ์และถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมให้ไปสู่คนรุ่นหลัง
ประการที่สองการศึกษาจะทำให้หน้าที่บำรุงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาการศึกษาจะช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่พึงปรารถนาห
กลุ่มที่ 5 ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการจัดการศึกษษของไทย
ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการจัดการศึกษาของไทย
ความหมายของปรัชญาการศึกษา ความหมายของปรัชญาการศึกษานี้ได้มีนัก การศึกษาและนักปรัชญาหลายท่านให้ ความหมายคือ คำนิยามที่แตกต่างกันออกไปตามทัศนะของแต่ละท่าน เช่น
อุดม บัวศรี กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ ปรัชญาประยุกต์ เพราะนำเอาความคิดทางปรัชญามาประยุกต์ใช้กับการศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการ เรียนการสอนตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์
สุมิตร คุณานุกร กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ อุดมคติ อุดมการณ์อันสูงสุดซึ่งยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษา มีบทบาทในการเป็นแม่บทเป็นต้น กำเนิดความคิดในการกำหนดความมุ่งหมายของการศึกษา และเป็นแนวทางในการจัด การศึกษาตลอดจนถึงขบวนการในการเรียนการสอน
วิจิตร ศรีสอ้าน กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ จุดมุ่งหมาย ระบบความเชื่อหรือแนวคิดที่แสดงออกมาในรูปของอุดมการณ์หรืออุดมคติทำนองเดียวกัน กับที่ใช้ในความหมายของปรัชญาชีวิต ซึ่งหมายถึง อุดมการณ์ของชีวิต อุดมคติของชีวิต แนวทางดำเนินชีวิตนั่นเอง กล่าวโดยสรุปปรัชญาการศึกษา คือ จุดมุ่งหมายของ การศึกษานั่นเอง
ศักดา ปรางค์ประทานพร อธิบายถึงความหมายของปรัชญาการศึกษาว่าคือ ความคิดเห็นอย่างวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกระบวนการที่ก่อให้เกิดการ เรียนรู้ของมนุษย์ความคิดเห็นนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของอภิปรัชญา ญาณวิทยา และ อัฆวิทยา หรือปรัชญาการศึกษา หมายถึงการพิจารณาองค์ประกอบทุก ๆ ส่วนของ การศึกษาอย่างถี่ถ้วน และความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาที่จะใช้เป็นเครื่องนำทางในการ จัดการศึกษา
ทองปลิว ชมชื่น ได้ให้ความหมายว่า ปรัชญาการศึกษาคือ เทคนิคการคิดที่จะแสวงหาคำตอบและกำหนดแนวทางในการดำเนินงานทางการศึกษา ไม่ ว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนหรือการศึกษานอกโรงเรียน เริ่มตั้งแต่การกำหนด จุดมุ่งหมายของการศึกษา ยุทธศาสตร์ทางการศึกษาและการบริหารทางการศึกษา เพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนามนุษย์และสังคมอย่างแท้จริง
ประเภทปรัชญาการศึกษาไทย
ปรัชญาการศึกษา สารัตถนิยม (Essentialism)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรแบบเนื้อหาวิชา (SUBJECT-MATTER CURRICULUM) และหลักสูตรแบบสหสัมพันธ์ (BROAD-FIELD CURRICULUM) โดยเน้นเนื้อหาวิชาและกวดขันความรู้เป็นสำคัญ และเนื้อหาสาระที่เน้นจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการกลั่นกรอง มาแล้วอย่างดี และหลักสูตรจะมีลักษณะควบคุมการเรียนการสอนล่วงหน้า และส่วนใหญ่จะเป็นแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศ
โรงเรียน : เน้นเรื่องมาตรฐานการศึกษา ฉะนั้นโรงเรียนจะต้อง เคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัย หน้าที่สำคัญของโรงเรียนคือการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากคน รุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง สร้างบรรยากาศทางการศึกษาให้เหมาะสมแก่การพัฒนา สติปัญญา จริยธรรมและ ถ่ายทอดวัฒนธรรม
ผู้สอน : ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยมให้ความสำคัญกับครูผู้สอนเป็นอย่างวิลเลี่ยม ดับเบิ้ลยู บริกแมน (WILLIAM W. BRICKMAN) กล่าวไว้ว่า “ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยมถือว่าครูเป็นศูนย์กลางของการจัดการศึกษา ครูต้องมี ความรู้ทางการศึกษาทั่วไป (LIBERAL EDUCATION) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบต่าง ๆ มี ความลึกซึ้งในจิตวิทยาของเด็กและขบวนการเรียนรู้
กระบวนการเรียนการสอน : เน้นหลักสำคัญที่จะให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ ครูจึงอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ในการถ่ายทอดความรู้ แต่ก็เน้นการเรียนการสอนแบบบรรยายเป็นหลัก มีความเชื่อว่าเนื้อหาสาระที่ได้ คัดเลือกแล้วเป็นสิ่งที่มีคุณค่า การเรียนการสอนจะอาศัย หนังสือตำราต่าง ๆ เป็นสื่อการสอนการถามตอบเพื่อทบทวน ความเข้าใจในเนื้อหาวิชา
ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (PERENNIALISM)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่เน้นวิชาทางศิลปศาสตร์ (LIBERAL ARTS CURRICULUM) เป็นหลักสูตรที่เน้นวิชาการศึกษาทั่วไป (GENERAL EDUCATION) ที่ฝึกฝนให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่รู้จักใช้สติปัญญา เหตุผล เป็นการให้ความรู้ที่ กว้างขวาง ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ได้ทุกสถานการณ์ หลักสูตรศิลปศาสตร์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
ศิลปทางภาษา (LIBERAL ARTS) ซึ่งประกอบด้วยไวยากรณ์ วาทศิลป์ และตรรกศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องของการอ่าน การฟัง การ พูด การเขียน (3R’S) และการใช้เหตุ
ศิลปทางคำนวณ (MATHEMATICAL ARTS) ประกอบด้วย เลขคณิต วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ดาราศาสตร์ และดนตรี วิชาในกลุ่มนี้มุ่งที่การพัฒนาสติปัญญา (INTELLECTUAL DEVELOPMENT) ของผู้เรียนเป็นสำคัญ
โรงเรียน : ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมนี้ไม่มีบทบาทต่อสังคมโดยตรงแต่มีผลในทางอ้อม เพราะว่าเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลักใหญ่ เมื่อบุคคลมีการพัฒนาเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมที่จะทำให้ สังคมนั้นดีขึ้นด้วย ดังนั้นโรงเรียนตามแนวคิดของปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมนี้จึง เปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางที่จะนำผู้เรียนไปสู่สัจธรรม ค่านิยม และวัฒนธรรมอันดีงาม
ผู้สอน : ปรัชญานี้ห้ความสำคัญกับครูผู้สอนเป็นอย่างมากโดยเชื่อว่า ผู้สอนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญในการตัดสินใจ การเลือกการกำหนดวิธีการที่จะสอนตลอดจนการวัดและประเมินผล แต่ครูผู้สอนจะไม่เป็น ผู้ป้อนความรู้ โดยตรง แต่จะเป็นผู้เสนอข้อคิดต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาสติปัญญา ครูผู้สอนตามปรัชญาการศึกษานี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ ทั้งทางด้าน วิชาการและมีคุณสมบัติทางด้านคุณธรรมเป็นอย่างดี
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมเน้นที่จะสร้างคนให้เป็น คนที่สมบูรณ์ โดยวิธีการฝึกฝนศักยภาพที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ฉะนั้นกระบวนการ เรียนการสอนจึงเน้นหนักที่จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในตัวผู้เรียน โดยการให้อภิปรายใช้ เหตุผลและสติปัญญาโต้แย้งกัน ซึ่งการเรียนการสอน ตามแนวความเชื่อของปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมนี้ยึดหลักการสอนตามแนวจิตวิทยา
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่มีความเชื่อว่าเด็ก จะเรียนรู้โดยอาศัยประสบการณ์ในชีวิตเป็นสำคัญ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเพราะอาศัยประสบการณ์ตรงไม่มีหลักสูตรที่สมบูรณ์แบบสำหรับครูและเด็ก หลักสูตรของปรัชญาการศึกษานี้เป็นหลักสูตรแบบประสบการณ์ (EXPERIENCE CURRICULUM) เน้นประสบการณ์ของเด็กเป็นหลักสำคัญ เนื้อหาที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือ สังคมศึกษาและวิชาสื่อความหมายเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
โรงเรียน : ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยมมีความเชื่อว่าโรงเรียนคือแบบจำลองที่ดีงาม ของชีวิตและสังคม ดังนั้นบทบาทของโรงเรียนจึงต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิตจริงให้แก่ผู้เรียนโดยจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับสภาพสังคม และ การดำเนินชีวิตจริง แต่ต้องเหมาะสมกับวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถแก้ไขปัญหา ชีวิตและสังคมได้ นอกจากนั้นโรงเรียน จะต้องสร้างบรรยากาศแบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และต้องส่งเสริมให้เด็กเกิดความร่วมมือกันในการทำกิจกรรม
ผู้สอน : ปรัชญานี้เชื่อว่าครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์กว้างขวางเพื่อช่วยให้เด็กก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางของการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ลักษณะของครูตามปรัชญานี้จะต้องเป็นผู้มีบุคลิกดี เห็นอกเห็นใจเด็ก ๆ และเข้า ใจความแตกต่างระหว่างบุคคลตามปรัชญานี้เด็กมีหน้าที่แสวงหาประสบการณ์ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ครูผู้สอนเป็น เพียงคนให้คำแนะนำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ปรัชญาการศึกษานี้ยังสนับสนุนให้มีการอบรมครูต่อเนื่องกันโดยตลอด มีทั้งการ อภิปราย ฟังคำบรรยายและสัมมนาร่วมกัน เพื่อหาทางแก้ปัญหาของโรงเรียนนานาชนิด ในที่ต่าง ๆ ตลอดปี ครูผู้สอนจึงตื่นตัวอยู่เสมอ เพราะครูผู้สอนในปรัชญาการศึกษานี้ คือ ผู้เสียสละเพื่อเด็กและสังคมอย่างแท้จริง
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวปรัชญานี้เน้นการฝึกการกระทำ (LEARNING BY DOING) เพื่อให้เกิดประสบการณ์โดยตรง การเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริงต้องใช้กระบวนการแก้ปัญหา ดังนั้นการเรียนการสอนจึงใช้การสอน แบบแก้ปัญหาโดยต้องเน้นให้เด็กมีการแก้ปัญหาในห้องเรียน สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่เป็น กันเองโดยอาศัยหลักการแบบประชาธิปไตย คือ ต้องเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมอภิปราย เพื่อหาข้อสรุปข้อสำคัญหรือทฤษฎีต่าง ๆ ซึ่งได้จากการลงมือกระทำจริง ความรู้จากการยึดการกระทำจริงจะโยงไปสู่หลักการหรือทฤษฎีซึ่งจะติดตัวเด็กไปได้นาน กว่าความรู้ที่ได้จากการท่องจำ
ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (RECONSTRUCTIONISM)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่เน้นด้านสังคมเป็นแกนสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้เด็กเข้าใจสภาพของสังคม และศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ทางสังคม เป็นการเตรียมเด็กให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างมี คุณภาพ ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมยึดหลักสูตรแบบแกน (CORE CURRICULUM) คือ การสอนเน้นหลักสูตรที่ยึดถือวิชาใดวิชาหนึ่งหรือกลุ่มวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นแกนกลาง เนื้อหาสาระในหลักสูตรจากปัญหาสังคมที่ผู้เรียนประสบอยู่ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความพร้อมในการคิดหา แนวทางในการแก้ปัญหา และนำผลที่ ได้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องกำหนดให้เด็กได้ศึกษาอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เด็กมองเห็นปัญหาของสังคมอย่างเข้าใจแจ่มชัด และร่วมมือกันหาข้อมูลเพื่อนำไปใช้ ประโยชน์ในอนาคตได้
โรงเรียน : ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมเชื่อว่าบทบาทของโรงเรียนจะต้องสนใจใฝ่หาอนาคต (FUTURE ORIENTED) และนำทางให้เด็กได้พบกับระเบียบของสังคมใหม่โดยการให้ การศึกษา ฝึกในด้านความคิดสร้างสรรค์แก่เด็กเพื่อให้เด็กพร้อมที่จะร่วมมือในการ วางแผนให้กับสังคมใหม่ โรงเรียนมีหน้าที่สร้างบรรยากาศแบบสังคมประชาธิปไตยให้แก่ เด็ก และในเวลาเดียวกันโรงเรียน จะต้องทำงานร่วมกับสมาชิกอื่น ๆ ของสังคมด้วย
ผู้สอน : ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมเชื่อว่าครูผู้สอนต้องสามารถทำให้เด็กเห็นว่ามีความ จำเป็นที่จะต้องสร้างสรรค์สังคมใหม่โดยอาศัยกระบวนการแบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นใน
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษานี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม คือเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำด้วยตนเองโดยวิธีการต่างๆ เช่น วิธีการทางวิทยาศาสตร์ วิธีการแบบโครงการ และวิธีการแก้ปัญหา นอกจากนั้นปรัชญานี้ยังอาศัยวิธีการทางประวัติศาสตร์ และ วิธีการทางปรัชญา เข้ามาประกอบด้วยเพื่อให้การศึกษาปัญหาต่าง ๆ รัดกุมและสมบูรณ์ที่สุด ปรัชญาการศึกษานี้ไม่ส่งเสริมการเรียนแบบท่องจำและการสอนแบบบรรยาย ครูผู้สอน และเด็กควรทำอะไรก็ได้เพื่อสนองความต้องการของตน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม (EXISTENTIALISM)
หลักสูตร : หลักสูตรของปรัชญาการศึกษานี้เป็นหลักสูตรที่เชื่อว่าทุกวิชามี ความสำคัญ ถ้าเด็กเห็นว่าวิชาใดจะช่วยให้รู้จักตนเอง และเข้าใจโลกได้ดีขึ้น ถือว่าวิชานั้น ย่อมเหมาะสมกับเขา เนื้อหาที่เรียนต้องไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่เด็กจะถือประพฤติใน ห้องเรียนและชีวิตประจำวัน เนื้อหาวิชาของหลักสูตรจะ เน้นทางสาขามนุษยศาสตร์(HUMANITIES) โดยเน้นเนื้อหาวิชาที่มีความสำคัญในการ ส่งเสริมให้บุคคลเลือกและตัดสินใจ อันได้แก่ วิชาศิลปะ ปรัชญา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ การเขียน การละคร จิตรกรรม และศิลปประดิษฐ์ นักปรัชญาเชื่อว่าวิชาเหล่านี้จะช่วย ฝึกฝนเด็กในด้านสุนทรียศาสตร์ อารมณ์ และฝึกฝนศีลธรรม
โรงเรียน : ปรัชญาการศึกษานีมีความเชื่อว่าโรงเรียนจะต้องสร้างบรรยากาศแห่งเสรีภาพทั้งในและนอกห้องเรียน จัดสิ่งแวดล้อมให้เด็กพอใจ โรงเรียนจะไม่สร้างและ กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้เด็กปฏิบัติตาม แต่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนมี
ผู้สอน : ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยมเชื่อว่าผู้สอนมีหน้าที่คอยกระตุ้นหรือเร้าใจให้เด็ก รู้จักตนเอง สามารถนำศักยภาพของตนเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเน้นให้เด็ก เข้าใจตัวเองเป็นสำคัญ ครูผู้สอนกับเด็กมีความสำคัญเท่ากันต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน และครูผู้สอนต้องรู้จริงในวิชาที่สอนต้องมี ความซื่อสัตย์ และมีความจริงใจต่อเด็กอย่างแท้จริง
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษานี้ให้ความสำคัญของเด็กเป็นอย่างยิ่ง การเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นให้เด็กค้นพบและรู้จักตัวเองเป็นสำคัญ นอกจากนี้กระบวนการเรียนการสอนในปรัชญาการศึกษานี้ยังเน้น “การมีส่วนร่วม” ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้ และไม่เห็นด้วยกับการศึกษามนุษย์ในแง่ของวัตถุเท่านั้นเพราะมนุษย์ไม่ใช่วัตถุ จะศึกษามนุษย์ให้เข้าใจก็ต้องเข้าไปมี ส่วนร่วมกับการมีอยู่ของมนุษย์ วิชาที่ควรแก่การศึกษาคือวิชาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์
พุทธปรัชญาการศึกษา (BUDDHISM)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่เน้นการฝึกฝนอบรมทางด้าน จิตใจและ คุณธรรมของเด็กเป็นสำคัญ ส่วนวิชาชีพอื่น ๆ นั้นให้เลือกเรียนได้ตามความ เหมาะสมเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน พุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวถึง หลักสูตรที่ประกอบด้วยแผนการศึกษา 4 อย่าง คือ
1. พุทธิศึกษา คือ รู้ว่า เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร
2. จริยศึกษา ต้องอบรมให้รู้จักทำลายความเห็นแก่ตัว ต้องเต็มไปด้วยความสำรวม
3. พลศึกษา คือการศึกษาเพื่อให้มีกำลัง ต้องประกอบด้วยกำลังสองประเภทคือ กำลังทางวัตถุและกำลังทางวิญญาณหรือกำลังทางจิต
4. หัตถศึกษา คือวิชาชีพทุกแขนงทั้งภาคปฏิบัติและภาควิชาการ เพื่อให้ผู้เรียน ได้มีความรู้ และวิชาชีพเป็นอุปกรณ์ในการเลี้ยงชีพ
โรงเรียน : พุทธปรัชญาการศึกษามีความเชื่อว่าการจัดโรงเรียนนั้นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะ เหนี่ยวโน้มส่งเสริม จูงใจ และปลุกเร้า ให้เกิดความศรัทธาที่จะเรียนรู้ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย ปัจจัยต่างๆ พอสรุปได้ดังนี้ 1. ความเงียบสงบ
2. ความใกล้ชิดกับธรรมชาติ
3. ความแปลกใหม่และเปลี่ยนแปลงไม่จำเจ
4. ความสะดวกมีระเบียบและเรียบง่าย
ผู้สอน : พุทธปรัชญาการศึกษาเชื่อว่าครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อเด็ก ตั้งใจสอนด้วยความมุ่งหวังที่จะให้ศิษย์เป็นคนที่มีคุณธรรมของสังคม ครูผู้สอนจะต้องเป็น ผู้มีความรู้ดี ปฏิบัติได้จริง และมีวิธีสอนหลาย ๆ แบบที่สามารถเร้าใจ ให้เด็กสนใจได้เป็นอย่างดี
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวพุทธปรัชญาการศึกษานั้นเป็นการจัดโดยคำนึงถึง สภาพแวดล้อม แรงจูงใจ และวิธีการสอนให้ศิษย์เกิดศรัทธาที่จะเรียนรู้และได้ฝึกฝนวิธีการ คิดโดยแยบคาย นำไปสู่การปฏิบัติจนประจักษ์จริง เรียกว่า การสอนโดยสร้างศรัทธา โดยมุ่งเน้นให้ครูเป็นกัลยาณมิตรของศิษย์ ครูผู้สอนและศิษย์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และศิษย์ได้มีโอกาสคิดแสดงออกปฏิบัติอย่างถูกวิธีจนสามารถใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม เสถียร ชาวไทย ยังได้กล่าวอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการ เรียนการสอนตามพุทธศาสนาไว้ว่า การศึกษาตามหลักพุทธศาสนามี 3 ขั้น ได้แก่
1. เป็นขั้นควบคุม ฝึกหัดพฤติกรรมทางกาย และทางคำพูดโดยมุ่งให้แสดงเฉพาะ พฤติกรรมที่ดีอันไม่ เป็นโทษแก่ตนเองและคนอื่น
2.nเป็นขั้นควบคุมฝึกหัดจิตใจโดยตรง มุ่งให้บุคคลได้รู้จักบังคับจิตใจตนเอง รู้จัก คิดและแสดงความคิดเห็นออกมาเฉพาะสิ่งที่เป็นความดี ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ ตลอดจนรู้จักทำจิตใจให้สอบได้ เรียกว่า สมาธิ
3.nเป็นขั้นสูงสุดแห่งการศึกษา มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในวิชาการ ต่าง ๆ และมีความรู้ความเข้าใจในสภาพความเป็นจริงของชีวิต ซึ่งมีทั้งความสมหวังและ ความไม่สมหวัง เรียกว่า ปัญญา
ความสำคัญของปรัชญาการศึกษาไทย
การศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เครื่องมือในการเตรียมประชากรให้มีคุณภาพ คือ การศึกษา การจัดการศึกษาของชาตินั้นจะต้องสอดคล้องกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งสาม การจัดการศึกษาของชาติก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แต่ละสังคมจะมีแนวทาง ในการจัดการศึกษาต่างกัน เพราะระบบทั้งสามไม่เหมือนกัน แนวความคิดหรือความเชื่อในการจัดการศึกษาก็คือ ปรัชญาการศึกษา ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาจะยึดแนวทางในการจัดการศึกษาหรือปรัชญาของการศึกษาต่างกันไปตามวัตถุแระสงค์ของสังคมและสถานการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัย การจัดการศึกษาของประเทศใดถ้าไม่ยึดการศึกษาที่ถูกต้องก็ไม่มีทางที่จะทำให้ประเทศเจริญไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ปรัชญาการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดแนวทางในการพัฒนาประเทศ
การศึกษาของไทย
ความหมายของปรัชญาการศึกษา ความหมายของปรัชญาการศึกษานี้ได้มีนัก การศึกษาและนักปรัชญาหลายท่านให้ ความหมายคือ คำนิยามที่แตกต่างกันออกไปตามทัศนะของแต่ละท่าน เช่น
อุดม บัวศรี กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ ปรัชญาประยุกต์ เพราะนำเอาความคิดทางปรัชญามาประยุกต์ใช้กับการศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการ เรียนการสอนตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์
สุมิตร คุณานุกร กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ อุดมคติ อุดมการณ์อันสูงสุดซึ่งยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษา มีบทบาทในการเป็นแม่บทเป็นต้น กำเนิดความคิดในการกำหนดความมุ่งหมายของการศึกษา และเป็นแนวทางในการจัด การศึกษาตลอดจนถึงขบวนการในการเรียนการสอน
วิจิตร ศรีสอ้าน กล่าวว่า ปรัชญาการศึกษาคือ จุดมุ่งหมาย ระบบความเชื่อหรือแนวคิดที่แสดงออกมาในรูปของอุดมการณ์หรืออุดมคติทำนองเดียวกัน กับที่ใช้ในความหมายของปรัชญาชีวิต ซึ่งหมายถึง อุดมการณ์ของชีวิต อุดมคติของชีวิต แนวทางดำเนินชีวิตนั่นเอง กล่าวโดยสรุปปรัชญาการศึกษา คือ จุดมุ่งหมายของ การศึกษานั่นเอง
ศักดา ปรางค์ประทานพร อธิบายถึงความหมายของปรัชญาการศึกษาว่าคือ ความคิดเห็นอย่างวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกระบวนการที่ก่อให้เกิดการ เรียนรู้ของมนุษย์ความคิดเห็นนี้ตั้งอยู่บนรากฐานของอภิปรัชญา ญาณวิทยา และ อัฆวิทยา หรือปรัชญาการศึกษา หมายถึงการพิจารณาองค์ประกอบทุก ๆ ส่วนของ การศึกษาอย่างถี่ถ้วน และความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาที่จะใช้เป็นเครื่องนำทางในการ จัดการศึกษา
ทองปลิว ชมชื่น ได้ให้ความหมายว่า ปรัชญาการศึกษาคือ เทคนิคการคิดที่จะแสวงหาคำตอบและกำหนดแนวทางในการดำเนินงานทางการศึกษา ไม่ ว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนหรือการศึกษานอกโรงเรียน เริ่มตั้งแต่การกำหนด จุดมุ่งหมายของการศึกษา ยุทธศาสตร์ทางการศึกษาและการบริหารทางการศึกษา เพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนามนุษย์และสังคมอย่างแท้จริง
ประเภทปรัชญาการศึกษาไทย
ปรัชญาการศึกษา สารัตถนิยม (Essentialism)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรแบบเนื้อหาวิชา (SUBJECT-MATTER CURRICULUM) และหลักสูตรแบบสหสัมพันธ์ (BROAD-FIELD CURRICULUM) โดยเน้นเนื้อหาวิชาและกวดขันความรู้เป็นสำคัญ และเนื้อหาสาระที่เน้นจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการกลั่นกรอง มาแล้วอย่างดี และหลักสูตรจะมีลักษณะควบคุมการเรียนการสอนล่วงหน้า และส่วนใหญ่จะเป็นแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศ
โรงเรียน : เน้นเรื่องมาตรฐานการศึกษา ฉะนั้นโรงเรียนจะต้อง เคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัย หน้าที่สำคัญของโรงเรียนคือการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากคน รุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง สร้างบรรยากาศทางการศึกษาให้เหมาะสมแก่การพัฒนา สติปัญญา จริยธรรมและ ถ่ายทอดวัฒนธรรม
ผู้สอน : ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยมให้ความสำคัญกับครูผู้สอนเป็นอย่างวิลเลี่ยม ดับเบิ้ลยู บริกแมน (WILLIAM W. BRICKMAN) กล่าวไว้ว่า “ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยมถือว่าครูเป็นศูนย์กลางของการจัดการศึกษา ครูต้องมี ความรู้ทางการศึกษาทั่วไป (LIBERAL EDUCATION) ทฤษฎีการเรียนรู้แบบต่าง ๆ มี ความลึกซึ้งในจิตวิทยาของเด็กและขบวนการเรียนรู้
กระบวนการเรียนการสอน : เน้นหลักสำคัญที่จะให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ ครูจึงอาจใช้วิธีการต่าง ๆ ในการถ่ายทอดความรู้ แต่ก็เน้นการเรียนการสอนแบบบรรยายเป็นหลัก มีความเชื่อว่าเนื้อหาสาระที่ได้ คัดเลือกแล้วเป็นสิ่งที่มีคุณค่า การเรียนการสอนจะอาศัย หนังสือตำราต่าง ๆ เป็นสื่อการสอนการถามตอบเพื่อทบทวน ความเข้าใจในเนื้อหาวิชา
ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยม (PERENNIALISM)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่เน้นวิชาทางศิลปศาสตร์ (LIBERAL ARTS CURRICULUM) เป็นหลักสูตรที่เน้นวิชาการศึกษาทั่วไป (GENERAL EDUCATION) ที่ฝึกฝนให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่รู้จักใช้สติปัญญา เหตุผล เป็นการให้ความรู้ที่ กว้างขวาง ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ได้ทุกสถานการณ์ หลักสูตรศิลปศาสตร์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
ศิลปทางภาษา (LIBERAL ARTS) ซึ่งประกอบด้วยไวยากรณ์ วาทศิลป์ และตรรกศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องของการอ่าน การฟัง การ พูด การเขียน (3R’S) และการใช้เหตุ
ศิลปทางคำนวณ (MATHEMATICAL ARTS) ประกอบด้วย เลขคณิต วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ดาราศาสตร์ และดนตรี วิชาในกลุ่มนี้มุ่งที่การพัฒนาสติปัญญา (INTELLECTUAL DEVELOPMENT) ของผู้เรียนเป็นสำคัญ
โรงเรียน : ปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมนี้ไม่มีบทบาทต่อสังคมโดยตรงแต่มีผลในทางอ้อม เพราะว่าเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลักใหญ่ เมื่อบุคคลมีการพัฒนาเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมที่จะทำให้ สังคมนั้นดีขึ้นด้วย ดังนั้นโรงเรียนตามแนวคิดของปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมนี้จึง เปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางที่จะนำผู้เรียนไปสู่สัจธรรม ค่านิยม และวัฒนธรรมอันดีงาม
ผู้สอน : ปรัชญานี้ห้ความสำคัญกับครูผู้สอนเป็นอย่างมากโดยเชื่อว่า ผู้สอนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนการสอน ผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญในการตัดสินใจ การเลือกการกำหนดวิธีการที่จะสอนตลอดจนการวัดและประเมินผล แต่ครูผู้สอนจะไม่เป็น ผู้ป้อนความรู้ โดยตรง แต่จะเป็นผู้เสนอข้อคิดต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาสติปัญญา ครูผู้สอนตามปรัชญาการศึกษานี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ ทั้งทางด้าน วิชาการและมีคุณสมบัติทางด้านคุณธรรมเป็นอย่างดี
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมเน้นที่จะสร้างคนให้เป็น คนที่สมบูรณ์ โดยวิธีการฝึกฝนศักยภาพที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ฉะนั้นกระบวนการ เรียนการสอนจึงเน้นหนักที่จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในตัวผู้เรียน โดยการให้อภิปรายใช้ เหตุผลและสติปัญญาโต้แย้งกัน ซึ่งการเรียนการสอน ตามแนวความเชื่อของปรัชญาการศึกษานิรันตรนิยมนี้ยึดหลักการสอนตามแนวจิตวิทยา
ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่มีความเชื่อว่าเด็ก จะเรียนรู้โดยอาศัยประสบการณ์ในชีวิตเป็นสำคัญ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเพราะอาศัยประสบการณ์ตรงไม่มีหลักสูตรที่สมบูรณ์แบบสำหรับครูและเด็ก หลักสูตรของปรัชญาการศึกษานี้เป็นหลักสูตรแบบประสบการณ์ (EXPERIENCE CURRICULUM) เน้นประสบการณ์ของเด็กเป็นหลักสำคัญ เนื้อหาที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ คือ สังคมศึกษาและวิชาสื่อความหมายเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
โรงเรียน : ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยมมีความเชื่อว่าโรงเรียนคือแบบจำลองที่ดีงาม ของชีวิตและสังคม ดังนั้นบทบาทของโรงเรียนจึงต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิตจริงให้แก่ผู้เรียนโดยจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับสภาพสังคม และ การดำเนินชีวิตจริง แต่ต้องเหมาะสมกับวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถแก้ไขปัญหา ชีวิตและสังคมได้ นอกจากนั้นโรงเรียน จะต้องสร้างบรรยากาศแบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และต้องส่งเสริมให้เด็กเกิดความร่วมมือกันในการทำกิจกรรม
ผู้สอน : ปรัชญานี้เชื่อว่าครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์กว้างขวางเพื่อช่วยให้เด็กก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางของการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ลักษณะของครูตามปรัชญานี้จะต้องเป็นผู้มีบุคลิกดี เห็นอกเห็นใจเด็ก ๆ และเข้า ใจความแตกต่างระหว่างบุคคลตามปรัชญานี้เด็กมีหน้าที่แสวงหาประสบการณ์ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ครูผู้สอนเป็น เพียงคนให้คำแนะนำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ปรัชญาการศึกษานี้ยังสนับสนุนให้มีการอบรมครูต่อเนื่องกันโดยตลอด มีทั้งการ อภิปราย ฟังคำบรรยายและสัมมนาร่วมกัน เพื่อหาทางแก้ปัญหาของโรงเรียนนานาชนิด ในที่ต่าง ๆ ตลอดปี ครูผู้สอนจึงตื่นตัวอยู่เสมอ เพราะครูผู้สอนในปรัชญาการศึกษานี้ คือ ผู้เสียสละเพื่อเด็กและสังคมอย่างแท้จริง
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวปรัชญานี้เน้นการฝึกการกระทำ (LEARNING BY DOING) เพื่อให้เกิดประสบการณ์โดยตรง การเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริงต้องใช้กระบวนการแก้ปัญหา ดังนั้นการเรียนการสอนจึงใช้การสอน แบบแก้ปัญหาโดยต้องเน้นให้เด็กมีการแก้ปัญหาในห้องเรียน สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่เป็น กันเองโดยอาศัยหลักการแบบประชาธิปไตย คือ ต้องเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมอภิปราย เพื่อหาข้อสรุปข้อสำคัญหรือทฤษฎีต่าง ๆ ซึ่งได้จากการลงมือกระทำจริง ความรู้จากการยึดการกระทำจริงจะโยงไปสู่หลักการหรือทฤษฎีซึ่งจะติดตัวเด็กไปได้นาน กว่าความรู้ที่ได้จากการท่องจำ
ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (RECONSTRUCTIONISM)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่เน้นด้านสังคมเป็นแกนสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้เด็กเข้าใจสภาพของสังคม และศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ทางสังคม เป็นการเตรียมเด็กให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างมี คุณภาพ ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมยึดหลักสูตรแบบแกน (CORE CURRICULUM) คือ การสอนเน้นหลักสูตรที่ยึดถือวิชาใดวิชาหนึ่งหรือกลุ่มวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นแกนกลาง เนื้อหาสาระในหลักสูตรจากปัญหาสังคมที่ผู้เรียนประสบอยู่ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความพร้อมในการคิดหา แนวทางในการแก้ปัญหา และนำผลที่ ได้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องกำหนดให้เด็กได้ศึกษาอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เด็กมองเห็นปัญหาของสังคมอย่างเข้าใจแจ่มชัด และร่วมมือกันหาข้อมูลเพื่อนำไปใช้ ประโยชน์ในอนาคตได้
โรงเรียน : ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมเชื่อว่าบทบาทของโรงเรียนจะต้องสนใจใฝ่หาอนาคต (FUTURE ORIENTED) และนำทางให้เด็กได้พบกับระเบียบของสังคมใหม่โดยการให้ การศึกษา ฝึกในด้านความคิดสร้างสรรค์แก่เด็กเพื่อให้เด็กพร้อมที่จะร่วมมือในการ วางแผนให้กับสังคมใหม่ โรงเรียนมีหน้าที่สร้างบรรยากาศแบบสังคมประชาธิปไตยให้แก่ เด็ก และในเวลาเดียวกันโรงเรียน จะต้องทำงานร่วมกับสมาชิกอื่น ๆ ของสังคมด้วย
ผู้สอน : ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมเชื่อว่าครูผู้สอนต้องสามารถทำให้เด็กเห็นว่ามีความ จำเป็นที่จะต้องสร้างสรรค์สังคมใหม่โดยอาศัยกระบวนการแบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นใน
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษานี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม คือเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำด้วยตนเองโดยวิธีการต่างๆ เช่น วิธีการทางวิทยาศาสตร์ วิธีการแบบโครงการ และวิธีการแก้ปัญหา นอกจากนั้นปรัชญานี้ยังอาศัยวิธีการทางประวัติศาสตร์ และ วิธีการทางปรัชญา เข้ามาประกอบด้วยเพื่อให้การศึกษาปัญหาต่าง ๆ รัดกุมและสมบูรณ์ที่สุด ปรัชญาการศึกษานี้ไม่ส่งเสริมการเรียนแบบท่องจำและการสอนแบบบรรยาย ครูผู้สอน และเด็กควรทำอะไรก็ได้เพื่อสนองความต้องการของตน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม (EXISTENTIALISM)
หลักสูตร : หลักสูตรของปรัชญาการศึกษานี้เป็นหลักสูตรที่เชื่อว่าทุกวิชามี ความสำคัญ ถ้าเด็กเห็นว่าวิชาใดจะช่วยให้รู้จักตนเอง และเข้าใจโลกได้ดีขึ้น ถือว่าวิชานั้น ย่อมเหมาะสมกับเขา เนื้อหาที่เรียนต้องไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่เด็กจะถือประพฤติใน ห้องเรียนและชีวิตประจำวัน เนื้อหาวิชาของหลักสูตรจะ เน้นทางสาขามนุษยศาสตร์(HUMANITIES) โดยเน้นเนื้อหาวิชาที่มีความสำคัญในการ ส่งเสริมให้บุคคลเลือกและตัดสินใจ อันได้แก่ วิชาศิลปะ ปรัชญา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ การเขียน การละคร จิตรกรรม และศิลปประดิษฐ์ นักปรัชญาเชื่อว่าวิชาเหล่านี้จะช่วย ฝึกฝนเด็กในด้านสุนทรียศาสตร์ อารมณ์ และฝึกฝนศีลธรรม
โรงเรียน : ปรัชญาการศึกษานีมีความเชื่อว่าโรงเรียนจะต้องสร้างบรรยากาศแห่งเสรีภาพทั้งในและนอกห้องเรียน จัดสิ่งแวดล้อมให้เด็กพอใจ โรงเรียนจะไม่สร้างและ กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้เด็กปฏิบัติตาม แต่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนมี
ผู้สอน : ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยมเชื่อว่าผู้สอนมีหน้าที่คอยกระตุ้นหรือเร้าใจให้เด็ก รู้จักตนเอง สามารถนำศักยภาพของตนเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเน้นให้เด็ก เข้าใจตัวเองเป็นสำคัญ ครูผู้สอนกับเด็กมีความสำคัญเท่ากันต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน และครูผู้สอนต้องรู้จริงในวิชาที่สอนต้องมี ความซื่อสัตย์ และมีความจริงใจต่อเด็กอย่างแท้จริง
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษานี้ให้ความสำคัญของเด็กเป็นอย่างยิ่ง การเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นให้เด็กค้นพบและรู้จักตัวเองเป็นสำคัญ นอกจากนี้กระบวนการเรียนการสอนในปรัชญาการศึกษานี้ยังเน้น “การมีส่วนร่วม” ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้ และไม่เห็นด้วยกับการศึกษามนุษย์ในแง่ของวัตถุเท่านั้นเพราะมนุษย์ไม่ใช่วัตถุ จะศึกษามนุษย์ให้เข้าใจก็ต้องเข้าไปมี ส่วนร่วมกับการมีอยู่ของมนุษย์ วิชาที่ควรแก่การศึกษาคือวิชาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์
พุทธปรัชญาการศึกษา (BUDDHISM)
หลักสูตร : เป็นหลักสูตรที่เน้นการฝึกฝนอบรมทางด้าน จิตใจและ คุณธรรมของเด็กเป็นสำคัญ ส่วนวิชาชีพอื่น ๆ นั้นให้เลือกเรียนได้ตามความ เหมาะสมเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน พุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวถึง หลักสูตรที่ประกอบด้วยแผนการศึกษา 4 อย่าง คือ
1. พุทธิศึกษา คือ รู้ว่า เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร
2. จริยศึกษา ต้องอบรมให้รู้จักทำลายความเห็นแก่ตัว ต้องเต็มไปด้วยความสำรวม
3. พลศึกษา คือการศึกษาเพื่อให้มีกำลัง ต้องประกอบด้วยกำลังสองประเภทคือ กำลังทางวัตถุและกำลังทางวิญญาณหรือกำลังทางจิต
4. หัตถศึกษา คือวิชาชีพทุกแขนงทั้งภาคปฏิบัติและภาควิชาการ เพื่อให้ผู้เรียน ได้มีความรู้ และวิชาชีพเป็นอุปกรณ์ในการเลี้ยงชีพ
โรงเรียน : พุทธปรัชญาการศึกษามีความเชื่อว่าการจัดโรงเรียนนั้นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะ เหนี่ยวโน้มส่งเสริม จูงใจ และปลุกเร้า ให้เกิดความศรัทธาที่จะเรียนรู้ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย ปัจจัยต่างๆ พอสรุปได้ดังนี้ 1. ความเงียบสงบ
2. ความใกล้ชิดกับธรรมชาติ
3. ความแปลกใหม่และเปลี่ยนแปลงไม่จำเจ
4. ความสะดวกมีระเบียบและเรียบง่าย
ผู้สอน : พุทธปรัชญาการศึกษาเชื่อว่าครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อเด็ก ตั้งใจสอนด้วยความมุ่งหวังที่จะให้ศิษย์เป็นคนที่มีคุณธรรมของสังคม ครูผู้สอนจะต้องเป็น ผู้มีความรู้ดี ปฏิบัติได้จริง และมีวิธีสอนหลาย ๆ แบบที่สามารถเร้าใจ ให้เด็กสนใจได้เป็นอย่างดี
กระบวนการเรียนการสอน : การเรียนการสอนตามแนวพุทธปรัชญาการศึกษานั้นเป็นการจัดโดยคำนึงถึง สภาพแวดล้อม แรงจูงใจ และวิธีการสอนให้ศิษย์เกิดศรัทธาที่จะเรียนรู้และได้ฝึกฝนวิธีการ คิดโดยแยบคาย นำไปสู่การปฏิบัติจนประจักษ์จริง เรียกว่า การสอนโดยสร้างศรัทธา โดยมุ่งเน้นให้ครูเป็นกัลยาณมิตรของศิษย์ ครูผู้สอนและศิษย์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และศิษย์ได้มีโอกาสคิดแสดงออกปฏิบัติอย่างถูกวิธีจนสามารถใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม เสถียร ชาวไทย ยังได้กล่าวอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการ เรียนการสอนตามพุทธศาสนาไว้ว่า การศึกษาตามหลักพุทธศาสนามี 3 ขั้น ได้แก่
1. เป็นขั้นควบคุม ฝึกหัดพฤติกรรมทางกาย และทางคำพูดโดยมุ่งให้แสดงเฉพาะ พฤติกรรมที่ดีอันไม่ เป็นโทษแก่ตนเองและคนอื่น
2.nเป็นขั้นควบคุมฝึกหัดจิตใจโดยตรง มุ่งให้บุคคลได้รู้จักบังคับจิตใจตนเอง รู้จัก คิดและแสดงความคิดเห็นออกมาเฉพาะสิ่งที่เป็นความดี ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ ตลอดจนรู้จักทำจิตใจให้สอบได้ เรียกว่า สมาธิ
3.nเป็นขั้นสูงสุดแห่งการศึกษา มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในวิชาการ ต่าง ๆ และมีความรู้ความเข้าใจในสภาพความเป็นจริงของชีวิต ซึ่งมีทั้งความสมหวังและ ความไม่สมหวัง เรียกว่า ปัญญา
ความสำคัญของปรัชญาการศึกษาไทย
การศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เครื่องมือในการเตรียมประชากรให้มีคุณภาพ คือ การศึกษา การจัดการศึกษาของชาตินั้นจะต้องสอดคล้องกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งสาม การจัดการศึกษาของชาติก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แต่ละสังคมจะมีแนวทาง ในการจัดการศึกษาต่างกัน เพราะระบบทั้งสามไม่เหมือนกัน แนวความคิดหรือความเชื่อในการจัดการศึกษาก็คือ ปรัชญาการศึกษา ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาจะยึดแนวทางในการจัดการศึกษาหรือปรัชญาของการศึกษาต่างกันไปตามวัตถุแระสงค์ของสังคมและสถานการณ์ทางสังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัย การจัดการศึกษาของประเทศใดถ้าไม่ยึดการศึกษาที่ถูกต้องก็ไม่มีทางที่จะทำให้ประเทศเจริญไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ปรัชญาการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดแนวทางในการพัฒนาประเทศ
กลุ่มที่ 6 ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
ความหมายของการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรเป็นกระบวนการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกประเภท เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามความมุ่งหมายและจุดประสงค์ที่กำหนด ไว้และเป็นการวางแผนการประเมินผลให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียน ว่าได้บรรลุตามความมุ่งหมายและจุดประสงค์จริงหรือไม่ เพื่อผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะได้รู้และคิดเพื่อแก้ไขปรับปรุงต่อไป
ผู้กล่าวถึงความหมายของการพัฒนาหลักสูตร
สันต์ ธรรมบำรุง (2527: 92) การพัฒนาหลักสูตร (curriculum development) มีความหมายครอบคลุมถึงการสร้างหลักสูตรการวางแผนหลักสูตรการปรับปรุงหลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรซึ่งเป็นการปรับปรุงคุณภาพของหลักสูตรให้ดีขึ้นทั้งระบบ ตั้งแต่จุดมุ่งหมาย การเรียนการสอน การใช้สื่อการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล
บุญมี เณรยอด (2531:18) การพัฒนาหลักสูตร หมายถึง การปรับปรุงโครงการที่ประมวลความรู้และประสบการณ์ทั้งหลาย เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้ดีขึ้นให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพสังคมและเพื่อบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้
สงัด อุทรานันท์ (2532: 30) “การพัฒนา” หรือ “development” มีความหมายที่เด่นชัดอยู่ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรก หมายถึง การทำให้ดีขึ้น หรือ ทำให้สมบูรณ์ขึ้น และอีกลักษณะหนึ่ง หมายถึง ทำให้เกิดขึ้น โดยเหตุนี้ ความหมายของการพัฒนาหลักสูตรจึงอาจมีความหมายได้ 2 ลักษณะเช่นเดียวกัน คือ ความหมายแรก หมายถึง การทำหลักสูตรที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นหรือสมบูรณ์ขึ้น และอีกความหมายหนึ่งก็ คือ เป็นการสร้างหลักสูตรขึ้นมาใหม่ โดยไม่มีหลักสูตรเดิมเป็นพื้นฐานอยู่เลย
หัทยา เจียมศักดิ์ (2539: 12) ให้ความหมายว่า การพัฒนาหลักสูตร หมายถึง กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาหรือคิดประสบการณ์เรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมหรือดียิ่งขึ้น
สวัสดิ์ จงกล (2539: 19) ได้ให้ความหมายว่าการพัฒนาหลักสูตร คือ การเกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาหรือคิดประสบการณ์เรียนรู้ต่างๆเพื่อให้เกิดความเหมาะสมหรือดียิ่งขึ้น
จากการที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า การพัฒนาหลักสูตร หมายถึง การปรับ แต่ง เสริม เติมต่อ หรือการดำเนินงานอื่นๆเพื่อให้ได้มาซึ่งความเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปและสนองต่อความต้องการของผู้เรียน
ปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์ สำรวจ วิจัย สภาพพื้นฐานด้านต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้สนับสนุน อ้างอิงในการตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้หลักสูตรที่ดี สามารถพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ และทัศนคติที่นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรจากแนวคิดต่างประเทศ
การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของไทเลอร์ (Ralph W. Tyler)
1. จุดมุ่งหมายทางการศึกษา อะไรบ้างที่โรงเรียนต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
2. ประสบการณ์ทางการศึกษา อะไรบ้างที่โรงเรียนจะต้องจัดให้ เพื่อช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
3. จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไรจึงจะทำให้สอนมีประสิทธิภาพ
4. ประเมินประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์การเรียนอย่างไรจึงจะทราบได้ว่าผู้เรียนได้บรรลุเป้าหมาย ทางการศึกษา
การพัฒนาหลักสูตรตามแนวความคิดของทาบา (Taba)
1.วิเคราะห์ความต้องการ
2. กำหนดจุดมุ่งหมาย
3. คัดเลือกเนื้อหาสาระ
4. การจัดรวบรวมเนื้อหาสาระ
5. คัดเลือกประสบการณ์การเรียนรู้
6. การจัดรวบรวมประสบการณ์การเรียนรู้
7. กำหนดวิธีวัดและประเมินผล
การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของเซย์เลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวิส (J. Galen Saylor, William M.Alexander and Arthur J. Lewis)
1. เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และความครอบคลุม (Goals, Objective and domains)
2. การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design)
3. การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation)
4. การประเมินผลหลักสูตร (Curriculum Evaluation)
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรจากแนวคิดของไทย
การพัฒนาหลักสูตรของกรมวิชาการ
1. การพัฒนาหลักสูตรโดยการปรับกิจกรรมการเรียนการสอน
2. การพัฒนาหลักสูตรโดยการปรับรายละเอียดของเนื้อหา
3. การพัฒนาหลักสูตรโดยการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
4. การพัฒนาหลักสูตรโดยการจัดทำวิชา/รายวิชาเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่
นักปรัชญาการศึกษา: ความเชื่อ
1.ปรัชญาการศึกษาลัทธิสารัตถนิยม William C. Bagley และคณะกรรมการสารัตถนิยม เพื่อความก้าวหน้าของการศึกษาอเมริกัน ได้ร่วมกันเผยแพร่แนวคิดอย่างเข้มแข็งในเรื่อง หน้าที่ของการศึกษา คือ ปกป้องประชาธิปไตย ผดุงไว้ซึ่งเสรีภาพทางศาสนาทางการพูด การเขียน และการสมาคม โดยต้องผลิตพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีความรู้พื้นฐานที่ดีสารัตถนิยมได้รับความสนใจมากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
2 .ปรัชญาการศึกษาลัทธินิรันตรวาทนิยม ฟรีด์ริค นิตเซ่ (Friedrich Nietzsche 1844-1900) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของนักอัตถิภาวนิยมมากผู้หนึ่ง จึงได้เสนอให้มนุษย์ออกมาจากกรอบของสังคมอย่างทรนง เขาเห็นว่าการเดินตามประเพณีเป็นวิธีการเลี่ยงความรับผิดชอบของคนขี้ขลาดและอ่อนแอ นิตเช่ ได้แบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 พวก คือ
ฟรีด์ริค นิตเซ่ ได้แบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 พวก คือ
2.1 พวกยึดถือธรรมะแบบนาย (Master Morality)
พวกที่เข้มแข็งมั่นใจตนเอง เป็นตัวของตัวเองทั้งในด้านของความคิดและการปฏิบัติ พวกนี้จะยึดถืออุดมการณ์ และปฏิบัติการภายหลังได้คิดตรึกตรอง แล้วจะไม่ยอมเชื่อใครง่าย ๆ หากไร้เหตุผล
2.2 พวกยึดถือธรรมะแบบทาส (Slave Morality
พวกที่ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเองเพราะไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง จึงมอบตัวเองให้กับหลักการที่คาดว่าจะช่วยคุ้มครองหรือให้ความปลอดภัยแก่ตนได้ พวกนี้จะอ้างหลักการอันเป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อความสบายใจ
3.ปรัชญาการศึกษาลัทธิพิพัฒนาการนิยม
จอห์น ดุย ได้ยกย่องปาร์คเกอร์ ว่าเป็นบิดาของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม ก่อตั้งขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง(ราว ค.ศ.1920) และ นำมาใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดในยุคปัจจุบัน สำหรับวงการศึกษาไทยได้ต้อนรับปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม(แบบก้าวหน้า)อย่างกระตือรือร้น โดยรู้จักกันในนามว่า “การศึกษาแผนใหม่“
4. ปรัชญาการศึกษาลัทธิบูรณาการนิยม
ปัจจุบัน(รวมทั้งอนาคต) สังคมมีปัญหามากทั้งในด้านของเศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวัฒนธรรม สังคมจึงต้องการการแก้ปัญหาและหาทางที่จะสร้างค่านิยมและแบบแผนของสังคมขึ้นใหม่ และการศึกษาจะมีบทบาทอย่างสำคัญซึ่งความเชื่อและหลักการสำคัญของทฤษฎีการศึกษาปฏิรูปนิยมในด้านจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาในแนวทางนี้คือการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อปรับปรุง พัฒนาและสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีและเหมาะสมกว่าขึ้นมาให้ได้ ดังจะกล่าวเป็นรายละเอียดได้ คือ การพัฒนาสังคมใหม่ที่ดีและเหมาะสมกว่าขึ้นมา ดังนี้
4.1 การศึกษาจะต้องช่วยแก้ปัญหาของสังคมที่เป็นอยู่
4.2 การศึกษาต้องเป็นไปเพื่อส่งเสริมและพัฒนาสังคมโดยตรง
4.3 การศึกษาจะต้องมุ่งสร้างระเบียบใหม่ของสังคมจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่
4.4 ระเบียบใหม่ที่สร้างขึ้นรวมทั้งวิธีสร้างต้องอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตย
4.5 การศึกษาจะต้องให้เด็กเห็นความสำคัญของสังคมคู่ไปกับตนเอง
ปรัชญาการศึกษาลัทธิอัตถิภาวนิยม
ฟรีด์ริค นิตเซ่ นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของนักอัตถิภาวนิยมมากผู้หนึ่ง จึงได้เสนอให้มนุษย์ออกมาจากกรอบของสังคมอย่างทรนง เขาเห็นว่าการเดินตามประเพณีเป็นวิธีการเลี่ยงความรับผิดชอบของคนขี้ขลาดและอ่อนแอ
โซเรน เคอกกิการ์ด ซึ่งมีความเห็นในทำนองเดียวกัน และมีความคิดต่อต้านกับศาสนาคริสต์และปรัชญาของเฮเกล เคอกกิการ์ด ที่พยายามสร้างชีวิตใหม่ให้แก่คำสอนของคริสต์
ความสำคัญปรัชญาประยุกต์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
ใช้กำหนดจุดมุ่งหมาย เลือกเนื้อหาสาระและนำมาจัดหลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ ทำให้หลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปรัชญากับการศึกษามีความสัมพันธ์กันคือ ปรัชญามุ่งศึกษาชีวิตและจักรวาล ส่วนการศึกษามุ่งศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ ปรัชญาและการศึกษามีจุดสนใจร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การจัดการศึกษาต้องอาศัยปรัชญาในการกำหนดจุดมุ่งหมายและหาคำตอบทางการศึกษา